สรุปเนื้อหาจากงาน JPMAM 2026 Bangkok Investment Conference: Building resilient income for a volatile world

สรุปครบ จบทุกประเด็นสำคัญที่ได้จากงาน 2026 Bangkok Investment Conference ที่ KAsset จัดร่วมกับ JPMAM พร้อมจัดพอร์ตรับมือกับโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน

กดฟัง
หยุด
  • เงินเฟ้อและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้หุ้นกับพันธบัตรลงพร้อมกันได้ พอร์ตแบบเดิมที่เคยปลอดภัยอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
  • ตราสารหนี้ที่ยืดหยุ่น หุ้นที่สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และสินทรัพย์จริงอย่างโครงสร้างพื้นฐาน คือคำตอบที่พาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง J.P. Morgan Asset Management แนะนำ
  • พอร์ตที่ดีไม่ได้สร้างจากการรอจังหวะ แต่สร้างจากการออกแบบให้มีรายได้ระหว่างทางในทุกสภาวะตลาด


ที่มา: งาน JPMAM 2026 Bangkok Investment Conference


เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา KAsset ได้จัดงาน Exclusive Investment Conference Talk ร่วมกับทาง J.P. Morgan Asset Management ภายใต้หัวข้อ "Building Return Opportunities in a volatile World: 2026 and Beyond" โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจากทั่วทุกมุมโลก มาแชร์มุมมองและกลยุทธ์รับมือกับความผันผวนที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก


สำหรับทุกคนที่อยากเข้าใจว่าตอนนี้โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร และในฐานะนักลงทุน เราควรเตรียมพอร์ตรับมืออย่างไร K WEALTH สรุปมาให้แล้ว


ตอนนี้โลกกำลังเผชิญกับอะไร?

ลองนึกภาพว่าคุณกำลังขับรถอยู่บนถนนที่คุ้นเคย อยู่มาวันหนึ่งถนนเส้นนั้นถูกปิดซ่อม เบี่ยงเส้นทาง แถมยังมีฝนตกหนักอีก นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกตอนนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน


ปัญหาที่นักลงทุนทั่วโลกต้องเผชิญไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจแบบเดิมอีกต่อไป แต่เป็น "การรบกวนจากฝั่งอุปทาน" ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่รัฐบาลและธนาคารกลางยังไม่มีสูตรสำเร็จรับมือ คือเมื่อก่อนถ้าเศรษฐกิจแย่ รัฐบาลก็พิมพ์เงิน ลดดอกเบี้ย เศรษฐกิจก็ฟื้นได้ไม่ยาก แต่ตอนนี้ปัญหามันเกิดจาก “ของไม่พอขาย ไม่ใช่คนไม่มีเงินซื้อ” เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครนทำให้พลังงานขาดแคลน การค้าสหรัฐฯ-จีนทำให้ supply chain หยุดชะงัก เหตุการณ์แบบนี้ดอกเบี้ยจะสูงหรือต่ำก็ไม่ช่วยอะไร


ที่มา: งาน JPMAM 2026 Bangkok Investment Conference

ผลที่ตามมาคือ: เงินเฟ้อจะแกว่งตัวแบบคาดเดายาก ดอกเบี้ยจะอยู่สูงนานกว่าที่เคย และสิ่งที่เคยทำให้พอร์ตปลอดภัย อาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป


หุ้นกับตราสารหนี้ "ไม่ขัดแย้งกันแล้ว" — และนั่นคือปัญหา

สำหรับคนที่คุ้นเคยกับการลงทุน คงเคยได้ยินว่า "ถือหุ้นกับตราสารหนี้พร้อมกันเพื่อลดความเสี่ยง" เพราะปกติถ้าหุ้นลง ตราสารหนี้มักจะขึ้น แต่ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ทั้งคู่ลงพร้อมกัน สาเหตุเป็นเพราะเมื่อเงินเฟ้อสูง ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งทำให้ตราสารหนี้เก่าราคาตก และความไม่แน่นอนนั้นก็ทำให้หุ้นตกตามไปด้วย


ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจาก JPMAM มองว่า ความสัมพันธ์แบบนี้จะยังอยู่อีกสักพัก ดังนั้น การลงทุนแบบเดิมที่มีแค่ "หุ้นและตราสารหนี้" อาจไม่เพียงพออีกต่อไป และชวนให้เกิดคำถาม 2 ข้อ คือ 1) หุ้นกับตราสารหนี้ ควรปรับกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร และ 2) ถ้าบอกว่าหุ้นและตราสารหนี้ไม่พอ แล้วต้องลงทุนในสินทรัพย์อะไรเพิ่ม


ซึ่งคำถามทั้ง 2 ข้อ ถูกตอบในงาน สรุปใจความสำคัญได้ดังนี้


ตราสารหนี้ที่ยืดหยุ่น: รายได้ที่มั่นคง ท่ามกลางความไม่แน่นอน

หลายคนคิดว่า "ตราสารหนี้ = น่าเบื่อ = ผลตอบแทนต่ำ" แต่ภาพนั้นเปลี่ยนไปแล้ว


ปัจจุบัน ดอกเบี้ยตราสารหนี้สูงที่สุดในรอบกว่า 15 ปี แม้หักเงินเฟ้อแล้ว ยังคงให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกอยู่ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว (ตามภาพด้านล่าง)


ที่มา: เอกสารจากงาน Bangkok Investment Conference


กลยุทธ์ที่ JPMAM แนะนำและใช้วางกลยุทธ์การลงทุนตราสารหนี้ในปัจจุบัน คือ “ABC”

  • A = Agility เน้นลงทุนแบบยืดหยุ่น กระจายไปหลากหลาย sector และหลักทรัพย์ ทั้งบริษัทใหญ่-เล็ก ทั้งระดับลงทุนได้ถึงระดับที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเล็กน้อย
  • B = Best Ideas ผู้จัดการกองทุนมีอิสระเลือกตราสารหนี้ที่ดีที่สุดจากทั่วโลก
  • C = Controlled Volatility การลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องควบคุมความผันผวนของพอร์ตด้วย

ซึ่งผลลัพธ์ที่ผ่านมา ผลตอบแทนที่ได้ก็ใกล้เคียงกับตราสารหนี้ High Yield แต่ความผันผวนต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เหมือนได้กำไรเกือบเท่ากัน แต่นอนหลับและหวาดเสียวน้อยกว่า


ที่มา: เอกสารจากงาน JPMAM 2026 Bangkok Investment Conference


ลงทุนหุ้นแบบเน้นสร้างรายได้: เพราะหวังแค่ราคาขึ้นอย่างเดียว ไม่พอแล้ว

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ราคายังอยู่ในระดับสูง ขณะที่หุ้นเอเชียมีราคาถูกกว่า แต่การเติบโตของกำไรบริษัททั้งในสหรัฐฯ และเอเชียยังมีแนวโน้มเติบโตดี ด้านพื้นฐานยังชี้ว่ากำไรจะยังคงเป็นตัวดันตลาดหุ้นทั้ง 2 ให้ขึ้นอยู่


แต่แทนที่จะแค่ "ซื้อแล้วรอราคาขึ้น" แนวทางที่น่าสนใจกว่าคือ การสร้างรายได้จากหุ้นด้วย 3 ทางพร้อมกัน:


  1. เงินปันผล — รายได้ปกติจากการถือหุ้น
  2. Option Premium — เหมือนการให้คนอื่น "เช่า" หุ้นของคุณชั่วคราว แล้วเก็บค่าเช่า (Premium) แม้ราคาหุ้นจะไม่ขึ้น ก็ยังมีรายได้
  3. มูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้น — กำไรจากส่วนต่างราคาปกติ

กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ "กระแสเงินสดสม่ำเสมอ" มากกว่าแค่ "รอวันที่พอร์ตเขียว"



ที่มา: เอกสารจากงาน Bangkok Investment Conference


Real Assets: หลังคาที่กันฝนได้แม้ในวันที่ตลาดพัง

Real Assets หรือ"สินทรัพย์จริง" ฟังดูซับซ้อน แต่ความหมายง่ายมาก คือสิ่งที่จับต้องได้และโลกต้องใช้อยู่เสมอ ที่ผู้เชี่ยวชาญในงานยกตัวอย่างคือ โครงสร้างพื้นฐาน (ไฟฟ้า น้ำ พลังงาน ถนน) และ การขนส่งทางทะเล แล้วทำไมถึงน่าสนใจตอนนี้?

  1. ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ โลกยังต้องการไฟฟ้า ซึ่งหมายความว่ารายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ
  2. การเปลี่ยนผ่านพลังงาน, AI และการนำโรงงานกลับมาในประเทศ ล้วนต้องการโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น
  3. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เส้นทางเดินเรือยาวขึ้น → ค่าเช่าเรือสูงขึ้น → เจ้าของเรือได้รับประโยชน์

และข้อสุดท้ายซึ่งเป็นข้อที่สำคัญที่สุดคือ ผลตอบแทนของสินทรัพย์ประเภทนี้แทบไม่ขึ้นลงตามตลาดหุ้น ทำให้เป็นตัวกระจายความเสี่ยงที่ดีจริงๆ ไม่ใช่แค่ในทฤษฎี


บทสรุป

โลกในปี 2026 ไม่ได้น่ากลัวกว่าเดิม แค่แตกต่างจากเดิม กฎเดิมบางข้อใช้ไม่ได้อีกแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าโอกาสหมดไป นักลงทุนที่ผ่านช่วงเวลาผันผวนได้ดีมักมีสิ่งที่เหมือนกันคือ พอร์ตที่สร้างรายได้ระหว่างทาง ไม่ใช่พอร์ตที่แค่รอวันขาย ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง ถ้าพอร์ตยังจ่ายรายได้อยู่ ก็ไม่ต้องตื่นตระหนกกับทุกข่าว


สุดท้ายอยากฝากเอาไว้ 3 สิ่งที่ควรระวัง
  • อย่าพึ่งพาหุ้นเติบโต (Growth stocks) มากเกินไป โดยเฉพาะช่วงที่ดอกเบี้ยยังสูง เพราะมูลค่าจะถูกกดดัน
  • การถือแค่หุ้น และ ตราสารหนี้ ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป เพราะสถิติชี้ว่าราคาทั้งคู่สามารถปรับลงพร้อมกันได้ในปัจจุบัน
  • อย่าตัดสินใจเทขายทันทีเมื่อตลาดเป็นขาลง ข้อมูลย้อนหลังชี้ว่าตลาดหุ้นฟื้นจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่โดยเฉลี่ยภายในเวลาเพียง 12 วันทำการ

ขอบคุณข้อมูลจาก: J.P. Morgan Asset Management,K Asset




คำเตือน


ผู้เขียน

K WEALTHจิรพัฒน์ จิรนิรันดร์กุล CFA

Back to top